2007/Sep/24

ไล่มิเกล!ผีถล่มเชลซี2-0 เตเวซ,ซาฮาโซ้ยขึ้นที่2


"ปีศาจแดง"แมนฯยูไนเต็ดโชว์ฟอร์มแจ่มเปิดรังโอลด์แทร็ฟฟอร์ดถล่มคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง"สิงห์บลูส์"เชลซีที่เหลือตัวผู้เล่น10คนไปแบบนิ่มๆ2-0คาร์ลอสเตเวซและหลุยส์ซาฮาซัดคนละดอกช่วยให้ทีมเก็บ3แต้มพร้อมกับทะยานขึ้นนั่งรองจ่าฝูงในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ชิพอังกฤษเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ฟุตบอลพรีเมียร์ชิพอังกฤษ
แมนฯยูไนเต็ด2-เชลซี0


บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์แมนฯยูไนเต็ดเปิดบ้านพบกับเชลซีที่มีอัฟราแกรนท์คุมทีมแทนโชเซ่มูรินโญ่เป็นนัดแรกโดยเจ้าบ้านส่งคาร์ลอสเตเวซลงคู่กับเวย์นรูนี่ย์เป็นครั้งแรกขณะที่ทีมเยือนมีอังเดรเชฟเชนโก้ลงล่าตาข่ายตัวจริงคู่กับฟลอร็องต์มาลูด้า

เริ่มเกมได้แค่2นาทีปีศาจแดงเกือบได้ประตูออกนำเมื่อเวย์นรูนี่ย์ปั่นไซด์โป้งหน้ากรอบเขตโทษบอลโค้งจะเสียบเสาทว่าปีเตอร์เช็กปัดมือเดียวอย่างสุดยอด

เชลซีพยายามตั้งเกมของตัวเองและเน้นการครองบอลนาทีที่9ทำให้แฟนๆเจ้าบ้านหวาดเสียวเหมือนกันเมื่ออังเดรเชฟเชนโก้ลองซัดจากนอกกรอบเขตโทษบอลลอยออกหลังไปไม่ไกล

เกมสู้กันอย่างหนักตรงกลางสนามนาทีที่28เจ้าถิ่นมีลุ้นจากจังหวะเล่นฟรีคิกเร็วก่อนจบที่คาร์ลอสเตเวซยิงเต็มข้อทว่าปีเตอร์เช็กยังตะครุบบอลไว้ได้

อีกนาทีต่อมาแมนฯยูไนเต็ดเกือบได้ประตูอีกครั้งเมื่อมิชาเอลเอสเซียงเคลียร์บอลไม่ดีไปเข้าทางเวย์นรูนี่ย์วางบอลมาที่เสาสองให้ไรอันกิ๊กส์สอดมาแปมุมแคบข้ามคานออกไปแบบมีเสียวเลยทีเดียว

สถานการณ์ของเชลซีแย่ลงเพราะเหลือนักเตะแค่10คนตั้งแต่นาทีที่33เมื่อจอนโอบีมิเกลเปิดปุ่มปั๊มบอลกับปาทริซเวฟร่าผู้ตัดสินไมค์ดีนชักใบแดงให้มิเกลแบบไม่มีใบเหลืองเตือนก่อน

เมื่อมีผู้เล่นมากกว่าปีศาจแดงเดินเกมบุกอย่างหนักนาทีที่39ไรอันกิ๊กส์เปิดฟรีคิกให้เนมานย่าวิดิชโขกไปตรงตัวปีเตอร์เช็ก

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งแรกแมนฯยูไนเต็ดออกนำสมใจจากจังหวะที่ไรอันกิ๊กส์เปิดบอลไซด์ก้อยจากทางฝั่งขวามาที่เสาแรกให้คาร์ลอสเตเวซโฉบโหม่งตัดหน้าปีเตอร์เช็กส่งบอลตุงตาข่ายเป็นประตูแรกของเตเวซในชุดแมนฯยูไนเต็ดจบ45นาทีแรกเจ้าบ้านนำ1-0

กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลังแมนฯยูไนเต็ดมีตัวผู้เล่นมากกว่าก็จริงแต่ก็ทำอะไรกันไม่เป็นชิ้นเป็นอันโดยเฉพาะกองหน้าคู่อย่างรูนี่ย์กับเตเวซ

เกมเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆเพราะมีการฟาวล์ตัดเกมกันบ่อยครั้งนาทีที่74โอกาสเป็นของเชลซีเมื่อมิชาเอลเอสเซียงได้บอลหน้ากรอบเขตโทษก่อนหมุนตัวยิงบอลออกหลังไปแบบไม่มีลุ้น

นาที89แฟนเจ้าถิ่นได้เฮอีกครั้งเมื่อมาได้จุดโทษจากจังหวะที่ทาลเบน-ฮาอิมไปหวดหน้าแข้งหลุยส์ซาฮาผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษก่อนที่ซาฮาจะลุงขึ้นมาสังหารไม่พลาดแมนยูนำเป็น2-0

เวลาที่เหลือไม่มีฝ่ายใดทำประตูกันได้เพิ่มจบเกมแมนฯยูไนเต็ดเอาชนะเชลซี2-0พร้อมกับขึ้นเป็นรองจ่าฝูงได้สำเร็จ

2007/Sep/21

เรื่องราวระหว่างระยะเวลา 6 ปี ต่อมาที่นิวตันฮีท อยู่ในช่วงย่ำแย่ มีเรื่องให้กล่าวถึงมากมาย จนมีหลายคนบอกว่าสามารถนำเอาไปเขียนเป็นนวนิยายได้เป็นอย่างดีสำหรับชาร์ลส์ ดิคเก้นส์ หรืออาร์โนลด์ เบนเนตต์ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ

นิวตันฮีท ต้องถือเป็นหนี้บุญคุณสำหรับผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อพยุงและกอบกู้ฐานะของสโมสรเอาไว้ บุคคลเหล่านี้คือ มิสเตอร์ ดับเบิ้ลยู เอช อัลบัท รวมทั้งลอว์ตัน และสแตฟฟอร์ด ด้วย

ความเข้าใจกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่สุดในตอนนั้น เพราะว่านักเตะจะไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าพวกเขาจะได้รับค่าจ้างสักเท่าไหร่ คณะกรรมการของสโมสรจะนับเงินที่ได้จากการแข่งขันในบ้านหลังจากจบการแข่งขัน แล้วหักค่าใช้จ่ายและทุนในการดำเนินงาน ที่เหลือจึงเป็นค่าจ้างของนักเตะ

อังกฤษในสมัยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียนั้น (1837-1901) ชนชั้นกรรมกรเป็นพวกชาวบ้านธรรมดาที่คนรุ่นปู่ของพวกเขาละทิ้งท้องทุ่งมาหางานในเมืองทำ จึงมีอยู่หนหนึ่งที่อัลบัท ใช้วิธีการโฆษณาการแข่งขันว่าจะมีการแสดงของ "นกขมิ้นแห่งแบงค์สตรีท" เพื่อล่อใจชนชั้นกรรมกรที่ความรู้น้อย มีผู้หลงเชื่อคำโฆษณาเข้าชมการแข่งขันในนัดเหย้านัดนั้นของทีมเพิ่มมากขึ้นถึง 100 คน เพื่อจะมาชม "นกขมิ้น" ซึ่งปรากฏว่ากลายเป็นห่านที่ขุนจนอ้วนเพื่อเป็นอาหารเย็นในวันคริสต์มาสของอัลบัท

มีนักเตะคนหนึ่งที่มีความประพฤติแย่มากนอกสนาม แต่ก็เป็นดาราในสนามแข่ง เขาชื่อบิลลี่ เป็นคนที่รักที่จะเดินตามแฟนฟุตบอลเข้าไปในร้านเหล้าที่เรียกว่าผับใกล้ๆ กับสนาม และจะดื่มเบียร์ทุกแก้วที่มีคนซื้อให้เขาจนกว่าจะเมาคอพับอยู่ตรงนั้น

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่อัลบัท สามารถช่วยเหลือสโมสรได้ อาจจะทำให้หลายๆ คน ไม่เข้าใจ นิวตันฮีท ถูกฟ้องเรียกให้ชำระหนี้ เมื่ออัลบัท ได้อ่านหนังสือพิมพ์ และทราบว่าดารานักเตะของสโมสรอื่นบ่นเกี่ยวกับค่าจ้างที่เขาไม่ได้รับ อัลบัทก็จัดการให้นักเตะคนนั้นได้ถ่ายรูปในท่ายื่นหมายเรียกให้ชำระหนี้ของนิวตันฮีทต่อสโมสรของเขาเอง เป็นทำนวงทวงหนี้ สโมสรคู่แข่งจึงต้องปล่อยดารานักเตะคนนั้นมาด้วยความโกรธสื่อมวลชน อัลบัทก็เซ็นสัญญากับนักเตะทันทีท่ามกลางสายตาสื่อมวลชนที่มากกว่าเดิมอีก และนั่นทำให้สัปดาห์ต่อมาสโมสรที่แบงค์สตรีทเก็บเงินค่าดูได้เพิ่มประมาณ 10 ปอนด์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นิวตันฮีท สามารถดำรงอยู่ได้ในสถานการณ์อันย่ำแย่ ก็คือการปรับปรุงฟอร์มการเล่น ในฤดูกาล 1894-5 ที่พวกเขาหล่นลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 เป็นครั้งแรกนั้น นิวตันฮีท เสมอน็อตต์ เคาน์ตี้ ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ได้อันดับที่ 3 ในดิวิชั่น 2 และได้เข้าไปพบกับสโต๊ค ซิตี้ ทีมในอันดับ 14 ของดิวิชั่น 1 เพื่อแย่งชิงตำแหน่งในการเลื่อนชั้น แต่นิวตันฮีท ก็ยังไร้วาสนาเมื่อพ่ายแพ้ไป 3 - 0

สองฤดูกาลต่อมาพวกเขาได้เข้าแข่งทดสอบเพื่อเลื่อนชั้นอีกครั้ง แต่ได้อันดับบ๊วยในจำนวน 4 ทีมที่ต้องแข่งขันนัดทดสอบ จึงต้องเล่นในดิวิชั่น 2 ต่อไปอีก ความล้มเหลวที่จะได้เลื่อนชั้นหมายถึงการสนับสนุนจุนเจือก็แย่ลงไปด้วย จุดวิกฤติมาถึงเมื่อปี 1902 บรรดานักเตะต้องจำนำชุดที่ดีที่สุดของพวกเขาเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแทนค่าจ้างที่ไม่ได้รับ และพวกเขาก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องน่าตลกอีกต่อไป สโมสรเป็นหนี้อยู่ถึง 2,670 ปอนด์ และเจ้าหนี้ก็ต้องดำเนินการฟ้องล้มละลาย ชื่อนิวตันฮีท คงจะถึงคราวสิ้นสุดลง...

มาถึงตอนนี้ ราวกับปาฏิหารย์เมื่อมีผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสโมสรให้พ้นวิกฤติ เขาก็คือจอห์น เดวี่ส์ ผู้อำนวยการบริษัทเบียร์นั่นเอง แต่การที่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับสโมสรได้อย่างไรนั้นยังไม่ได้รับการเปิดเผย มีเรื่องเล่ากันว่าสมุห์บัญชีของเขายอร์จ ลอว์ตัน และกัปตันสแตฟฟอร์ด ได้ปั่นจักรยานไปที่บ้านของเดวี่ส์ และอ้อนวอนขอความเห็นใจจากความเป็นนักกีฬาของเขา เดวี่ส์ได้มาที่แบงค์สตรีท และได้เห็นสภาพแวดล้อมที่หมดหวังของสโมสรจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือ

บ้างก็เล่าว่าสุนัขของสแตฟฟอร์ด หลงเข้าไปในบ้านของเดวี่ส์ เขาจึงนำสุนัขไปคืนเจ้าของและได้พูดคุยกันเรื่องฟุตบอลกับสแตฟฟอร์ด จึงเกิดความสนใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือการประชุมฉุกเฉินของบรรดาผู้ถือหุ้นของสโมสรในไอส์ลิงตัน ฮอลล์ ในปี 1902 สแตฟฟอร์ด ก็ได้ก่อเรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นเมื่อเขาเสนอเงินซื้อหุ้น 500 ปอนด์ และเขาพูดว่ารู้จักคนอื่นๆ ที่พร้อมจะจ่ายเงินให้สโมสรด้วย

ที่จริงนั่นเป็นการประมูลที่สแตฟฟอร์ด ทำแทนเดวี่ส์ เมื่ออะไรกระจ่างจอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นประธานสโมสรและประธานกรรมการด้วย ส่วน สแตฟฟอร์ด ก็มีชื่อเป็นคนจัดการเรื่องราวของทีม

คณะผู้บริหารชุดใหม่ยืนยันที่จะเปลี่ยนชื่อสโมสรด้วย จะเป็นเดวี่ส์ หรือสแตฟฟอร์ด หรือลอว์ตัน กันแน่เป็นคนต้นคิดเรื่องชื่อใหม่? บางทีอาจเป็นเดวี่ส์ เพราะว่าเขาเป็นคนที่เข้าได้กับทุกคน และเห็นอะไรๆ มากไปกว่าแค่เคลย์ตัน ย่านถนนโอล์ดแฮม

สโมสรอาร์ดวิค เปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ (1894) ก็แล้วทำไมนิวตันฮีท จะเปลี่ยนชื่อไปเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้ ก่อนหน้านั้นชุดของทีมได้เปลี่ยนจากสีเขียวและทองไปเป็นเสื้อขาวและกางเกงสีน้ำเงินแล้วตั้งแต่ปี 1986 ได้มีการตัดสินใจว่าสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใหม่นี้ควรจะมีชุดใหม่ด้วย พวกเขาจะลงเล่นในเสื้อแดง และกางเกงขาสั้นสีขาว

แบงค์สตรีทเจริญขึ้นในทันทีทันใด หนี้ที่มีอยู่ถูกชำระหมดสิ้น นักเตะได้รับค่าจ้าง สนามได้รับการปรับปรุง ถึงกับมีการสร้างหลังคาเล็กๆ คลุมอัฒจันทร์ สำหรับเจ้าหน้าที่และแขก และเออร์เนสต์ แมงนอลล์ ผู้มีมันสมองอันปราดเปรื่องในเรื่องฟุตบอลก็ได้มาเป็นทั้งผู้จัดการทีมและเลขานุการสโมสร

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อันดับที่ 3 ในดิวิชั่น 2 เมื่อจบฤดูกาลในปี 1904 และ 1905 และปีต่อมาก็เป็นปีที่ยิ่งใหญ่ปีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสร ระบบแข่งทดสอบได้เลิกใช้ไปแล้วตั้งแต่ปี 1899 และฟุตบอลลีกก็ได้เริ่มยุคใหม่ที่น่าจดจำด้วยการขยายให้แต่ละดิวิชั่นมี 20 ทีมในปี 1905 นั่นเอง (ตอนนั้นยังมีแค่ 2 ดิวิชั่น)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถล่มประตูได้ถึง 90 ประตู ในการแข่งขัน 38 นัด ในดิวิชั่น 2 ฤดูกาลนั้น แต่ก็ยังจบในอันดับที่ 2 มีคะแนนห่างจากแชมป์ดิวิชั่น 2 อย่างบริสตอล ซิตี้ 4 คะแนน และทั้งสองทีมก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1

สถานการณ์ของทีมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สมาคมฟุตบอลได้ส่งคำเตือนมายังเดวี่ส์ เพราะเกิดความสงสัยว่าได้มีการจ่ายเงินเหรียญปอนด์ทองคำโดยผิดกฏหมายในชัยชนะที่ยอดเยี่ยมนัดหนึ่งของทีม แต่รายได้ใหม่ของสโมสรถูกใช้จ่ายไปในการปรับปรุงทีมเสียเป็นส่วนมาก แมงนอลล์ เป็นคนมองเห็นแววของนักเตะได้ดี ดาวยิงชาวสกอตต์ ชื่อจิมมี่ เทิร์นบูล ถูกค้นพบที่เลย์ตัน และเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ผิวซีดชาร์ลี โรเบิร์ตส์ หรือที่แฟนบอลชอบเรียกว่า "ไอ้ผี" มาจากกริมสบี้ ทาวน์ ด้วยค่าตัว 400 ปอนด์ ในปี 1904

เมื่อมี ดิค ดัคเวิร์ธ และอเล็กซ์ เบลล์ เล่นเคียงข้างกับโรเบิร์ตส์ แล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนี้ได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นทีมที่มีกองหลังที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นในการเลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 และเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่แชมป์ฟุตบอลลีกในอีกสองปีต่อมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าขันที่เริ่มมาจากความโชคร้ายของคู่แข่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งพวกเขายังถูกสมาคมฟุตบอลสอบสวนกรณีจ่ายเงินให้นักฟุตบอลโดยผิดกฏหมาย และถูกลงโทษหนักด้วย นักเตะที่ถูกจับได้ว่ามีความผิดจะถูกสั่งพักและขึ้นบัญชีขายทันที

แมงนอลล์ เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในเรื่องนี้ โดยการเจรจาเซ็นสัญญากับนักเตะที่ดีที่สุดของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4 คนคือแซนดี้ เทิร์นบูล, เฮอร์เบิร์ต เบอร์เกส, จิม แบนนิสเตอร์ และอีกคนบิลลี่ เมอเรดิธ หลังจากได้มีการพบปะกันในควีนส์ โฮเทล ที่ปิคคาดิลลี่ จะเรียกได้ว่าเป็นความหน้าด้านและเหมือนกับการโจรกรรมก็ได้ แต่นั่นก็ได้ช่วยให้ชื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นทีมฟุตบอล และเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน



ชาร์ลี โรเบิร์ตส์ วิ่งนำทัพแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงสนาม
ในเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ปี 1909


ตอนต่อไป "ยุครุ่งเรืองยุคแรก" ...
edit @ 2007/09/21 12:34:45

2007/Sep/20

<BGSOUND SRC="http://www.jacquedee63.com/loversconcerto.mid" LOOP=INFINITE>

เด็กรถไฟ

เมื่อการรถไฟบริติชเริ่มทำลายรถจักรไอน้ำล้าสมัยแบบเก่า เพื่อจะหันไปใช้รถจักรดีเซลแทนให้หมด ในสมัยทศวรรษที่ 50 นั้น พวกเขาได้เอาป้ายชื่อโลหะของสโมสรฟุตบอลลีกที่ค้นพบในตู้ชั้นฟุตบอลที่โด่งดังออกไปขัดให้สวยงาม แล้วส่งมอบคืนให้กับสโมสรเจ้าของชื่อบนป้ายเหล่านั้น นั่นเป็นการกระทำที่ช่างคิดและสร้างสรรค์ เหมือนกับเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่แม่มอบให้กับลูก เพราะว่าหากปราศจากรถไฟแล้ว ก็อาจจะไม่มีฟุตบอลลีกขึ้นมาในการแข่งขันระดับภายในประเทศ และคงจะมีไม่กี่สโมสรเท่านั้นที่เป็นที่รู้จักกันดีในทุกวันนี้

รถไฟให้กำเนิดฟุตบอล เพราะการรถไฟต้องจ้างคนงานชายเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ชายเหล่านั้นได้มาอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมนอกเวลางานด้วยกัน รถไฟทำให้ผู้คนไปไหนมาไหนก็ได้สะดวกขึ้น และแฟนบอลก็สามารถเดินทางตามไปเชียร์ทีมของตนแข่งในต่างเมืองได้ด้วยไม่ว่าจะระยะทางไกลแค่ไหน

สโมสรฟุตบอลถือกำเนิดขึ้นมาในดินแดนภาคกลางของอังกฤษเมื่อราวๆ ทศวรรษที่ 60 โดยมีชาวเมืองน็อตติ้งแฮม, เชฟฟิลด์ และสโต๊ค เป็นผู้นำ ทั้งสามเมืองต่างก็เป็นศูนย์กลางเส้นทางรถไฟ

ความศรัทธาอย่างแรงกล้าในเกมฟุตบอลเริ่มแพร่ไปสู่แมนเชสเตอร์ เมืองที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะเป็นศูนย์กลางการทอฝ้าย และเป็นแหล่งกำจัดคนนอกรีต ในย่านสถานีรถไฟทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟสายแลงคาเชียร์และยอร์คเชียร์นั้น ก็ได้มีสโมสรฟุตบอลตั้งขึ้นมาสโมสรหนึ่งชื่อสโมสรฟุตบอลการรถไฟแอลและ วาย (The L and Y Railway Football Club) แต่ไม่มีใครทราบวันเดือนปีที่แน่นอนในการก่อตั้งสโมสรขึ้นมา เพราะว่าสโมสรไม่ได้มีชื่อปรากฏในประวัติศาสตร์จนกระทั้งปี 1878 เมื่อสโมสรเริ่มตั้งหลักปักรากได้แล้วจึงได้มีการเติมชื่อนิวตันฮีท ซึ่งเป็นชื่อสถานีรถไฟสำคัญของการรถไฟในแมนเชสเตอร์ เข้าไปเป็นชื่อสโมสรฟุตบอลแอล และวาย นั้นด้วย

ในชื่อนิวตันฮีท สโมสรได้พยายามที่จะเข้าร่วมฟุตบอลลีก (ที่เพิ่งจะเริ่มการแข่งขันเมื่อปี 1888-89) ในตอนปลายฤดูกาลแรกของฟุตบอลลีก แต่ได้รับคะแนนเสียงเพียงเสียงเดียว... สองปีต่อมาเมื่อพวกเขาพยายามใหม่อีกครั้ง แต่ไม่มีสโมสรใดในฟุตบอลลีกออกเสียงให้เลยแม้แต่คะแนนเดียว แต่โอกาสก็มาถึงในปี 1892 เมื่อฟุตบอลลีกเพิ่มดิวิชั่น 1 และเพิ่มจำนวนทีมมากขึ้นอีก 3 ทีม นิวตันฮีทได้เข้าสู่ฟุตบอลลีกในดิวิชั่น 1 เลยทันทีพร้อมกับสโมสรหน้าใหม่ในดิวิชั่น 1 อีกสองทีมคือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งตอนนั้นอยู่ในชื่อสโมสรอาร์ดวิค ก็ได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกด้วยเหมือนกัน ในดิวิชั่น 2 ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในปีนั้นเอง

นิวตันฮีท ได้รับชื่อเสียงโด่งดังเหมือนกันในระดับท้องถิ่น แม้ว่าจะเริ่มต้นได้แย่มากในฟุตบอลลีก มีคนดังหลายคนเคยเป็นรองประธานสโมสรในช่วงนั้น เช่นอาร์เธอร์ เจมส์ บัลฟอร์ (ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระหว่างปี 1902-1906) และซี.พี. สก็อตต์ บรรณาธิการวารสารชื่อดังแมนเชสเตอร์ การ์เดียน

นักเตะเด่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นดาราของสโมสรในยุคนั้นส่วนมากเป็นชาวเวลส์มาทำงานรถไฟในแมนเชสเตอร์ ครั้งหนึ่งนิวตันฮีทได้เคยสนับสนุนส่งนักเตะ 5 คนไปช่วยทีมชาติเวลส์ และเอาชนะสก็อตแลนด์ด้วย ที่เด่นๆ ก็มีสองพี่น้องโคตี้ เซ็นสัญญามาจากสโมสรดรูอิดแห่งรัวบอน แจ็คเล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า ส่วนโรเจอร์เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งซ้าย ในการแข่งขันที่โด่งดังนัดหนึ่งที่เวลส์ชนะไอร์แลนด์ 11-1 แจ็คทำประตูให้เวลส์ถึง 4 ลูก และโรเจอร์เหมาคนเดียวอีก 3 ลูก

ในชุดสีเขียวและทอง นิวตันฮีท ประเดิมในฟุตบอลลีกได้แย่มาก ซ้ำยังมีแต่เรื่องเลวร้าย นัดแรกของพวกเขาในดิวิชั่น 1 จัดขึ้นที่อีวู้ด ปาร์ค สนามของแบล็คเบิร์น และชาวรถไฟก็ได้รับความพ่ายแพ้มา 3-4 และอีก 5 นัดต่อมาพวกเขาเก็บคะแนนได้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น

การฝึกซ้อมเพิ่มเติมเป็นพิเศษถูกสั่งให้ปฏิบัติทันที นักเตะต้องเริ่มต้นด้วยการวิ่งวิบาก และยังมีการแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยท่าบริหารที่ไม่ปกติ ก็คือการขว้างค้อน(เป็นกีฬาประเภทหนึ่งของกรีฑา) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่พิสูจน์แล้วว่ามีอันตรายร้ายแรง บิลลี่ สจ๊วร์ต นักเตะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เป็นนักเตะที่ได้รับการพรรณาถึงในเรื่องความแข็งแรง ได้โยนค้อนของเขาเองออกไปอย่างไม่ระมัดระวังและไปโดนเอาโดนัลด์สัน ศูนย์หน้าเข้าถึงกับสลบเหมือดไปเลยทีเดียว

ชัยชนะในฟุตบอลลีกของสโมสรได้มาอย่างน่างง นิวตันฮีทซึ่งเป็นสโมสรหน้าใหม่ในดิวิชั่น 1 สามารถเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส ได้ถึง 11-1 เป็ยชัยชนะที่ยังคงเป็นสถิติของสโมสรมาจนถึงวันนี้ แต่ความดีใจของพวกเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 16 โดยมีคะแนนห่างจากแอคคริงตัน ซึ่งได้อันดับรองบ๊วยถึง 5 คะแนน และถูกลงโทษด้วยการถูกส่งไปฟาดแข้งทดสอบที่เรียกว่าเทสต์แมตช์ ซึ่งตอนนั้นเทสต์แมตช์เป็นระบบที่ตัดสินการเลื่อนชั้นหรือถูกลดชั้น

ทีมที่จะต้องพบกับนิวตันฮีท ก็คือสมอลฮีท (เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นแชมป์ดิวิชั่น 2 นัดแรกพวกเขาเสมอกัน 1-1 จึงต้องแข่งใหม่และชาวรถไฟแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ก็หนีการตกชั้นได้สำเร็จเมื่อสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ 5-2 ในขณะเพื่อนร่วมดิวิชั่น แอคคริงตัน และน็อตต์ เคาน์ตี้ ต้องตกชั้นไป โดยมีดาร์เวน และเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นดิวิชั่น 1 แทน

สโมสรฟุตบอลสมัยนั้นมีงบค่อนข้างน้อย หลายสโมสรดำรงอยู่ได้แบบวันต่อวัน หาเช้ากินค่ำ ฟุตบอลลีกเพิ่งเริ่มก่อตั้งได้ไม่นานทีมแอคคริงตัน ก็ลาออกในปี 1893-94 บูเทิลส์ไม่ได้รับเลือก และดิวิชั่น 2 ขยายรับทีมเพิ่มเป็น 15 ทีม มีทีมชื่อใหม่ๆ แปลกๆ เริ่มเข้ามาสู่ฟุตบอลลีกอย่างเช่น รอยัล อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล, มิดเดิ้ลสโบรซ์ ไอร์โอโนโปลิส (ไม่ใช่มิดเดิลสโบรซ์ในปัจจุบัน) และร็อตเตอร์แฮม ทาวน์

ฤดูกาลแข่งขันที่สองในฟุตบอลลีกของนิวตันฮีท สัมพันธภาพระหว่างสโมสรกับเจ้าของที่ดินนอร์ทโร้ด ซึ่งใช้เป็นสนามแข่งมอนซอล เริ่มถึงขั้นแตกหัก และสิถิติการแข่งขันของทีมก็ตกต่ำลงไปอีก ในจำนวน 30 นัดของฤดูกาล 1893-94 พวกเขาแพ้ถึง 22 นัด และยังปราชัยนัดทดสอบต่อทีมที่เพิ่งเข้ามาใหม่อย่างลิเวอร์พูล 2-0 และต้องตกไปอยู่ดิวิชั่น 2

นอกจากจะตกชั้นแล้วนิวตันฮีท ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาท ซึ่งสโมสรเป็นผู้เสียหายเสียเอง "ผมสังเกตเห็นว่าสัปดาห์หน้านิวตันฮีทต้องเจอกับเบิร์นลี่ย์ และหากทั้งสองทีมต่างก็เล่นในสไตล์ปกติธรรมดาของตัวเอง อาจจะทำให้การดำเนินธุรกิจของสัปเหร่อเฟื่องขึ้น" หนังสือพิมพ์เบอร์มิงแฮม เดลี่ กาเซทเขียนในเดือนตุลาคม 1893 นิวตันฮีทฟ้องหมิ่นประมาทและผู้พิพากษาตัดสินให้โจทย์เป็นฝ่ายชนะคดี แต่ค่าเสียหายที่ได้รับการชดใช้นั้นน้อยมากแทบไม่น่าเชื่อ ประมาณ 200 ปอนด์เท่านั้นเอง

เห็นได้ชัดว่าทีมต้องการเปลี่ยนแนวความคิดบางอย่างและจัดระเบียบเสียใหม่ มอนซอลสนามที่ไม่เคยใช้ได้ไม่ดีเลย สนามหญ้าบางส่วนเป็นโคลนเฉอะแฉะ บางส่วนก็แข็งยังกับหินในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมเรื่อยไปจนถึงสิ้นฤดูกาลในเดือนพฤษภาคม แล้วยังมักปกคลุมไปด้วยหมอกควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ห้องแต่งตัวนั้นก็อยู่ที่โรงแรมทรี คราวน์ส อินน์ ซึ่งอยู่ห่างจากสนามไปทางถนนโอลด์แฮมถึง 500 หลา

ดังนั้นก่อนจบฤดูกาลแข่งขันในปี 1894 นิวตันฮีท ก็ได้ย้ายสนามไปเล่นที่แบงค์สตรีท, เคลย์ตัน ซึ่งนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งบรรยายว่า "เป็นสถานที่ที่ทะมึนไม่สดชื่นและเหม็นหึ่ง" เพราะอยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมเคมี แต่ถึงกระนั้นสโมสรก็ยังสามารถตั้งสำนักงานใหญ่ได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะย้ายมาไกลจากถนนโอลด์แฮมมากกว่า 1 ไมล์ แต่ระยะทางที่ไกลกว่าเดิมก็ทำให้แฟนบอลลดลงอย่างน่าใจหาย เนื่องจากแฟนบอลส่วนมากต้องการเดินไปชมเกมการแข่งขันประกอบกับสถิติอันย่ำแย่ของสโมสร มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สโมสรถูกตัดไม่ให้ใช้แก๊ส และการเลือกนักเตะลงสนามต้องทำกันกลางแสงเทียน

หัวหน้ากลุมแฟนบอลผู้สนับสนุนสโมสรเดอะฮีท ชื่อยอร์จ ลอว์ตัน เป็นสมุห์บัญชีของบริษัทเบียร์วอล์คเกอร์ และฮัมฟรี่ส์ ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร ยอร์จจะขี่จักรยานไปดูนิวตันฮีท แข่งเสมอ หากเขามีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ เขาก็อาจอ้างได้ว่าเขาคือคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกผู้ริเริ่มก่อตั้งเรด อาร์มี่ กลุ่มแฟนบอลผู้ภักดีและทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสนับสนุนสโมสรในยุคนั้น ยอร์จและกัปตันทีมคนแรกของสโมสรแฮร์รี่ สแตฟฟอร์ด จากครูว์ ต่างก็เป็นห่วงอนาคตของสโมสรอย่างมาก

บ่ายวันเสาร์วันหนึ่งยอร์จ กำลังปั่นจักรยานอย่างรีบร้อนมาตามถนนโอลด์แฮมเพื่อจะรีบไปดูทีมโปรดแข่งขัน จักรยานของเขาชนเข้ากับรถม้า ยอร์จลุกขึ้นมาด้วยความโมโห แต่เขาก็ต้องรีบปิดปากตัวเองเมื่อเห็นว่าคนขับรถม้านั้นเป็นเจ้านายของเขาเอง เขาคือผู้อำนวยการบริษัทเบียร์ชื่อจอห์น เอช. เดวีส์

เดวี่ส์ ถามขึ้นก่อนอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "คุณจะไปไหนหรือพ่อหนุ่มลอว์ตัน ถึงได้รีบร้อนอย่างนี้?" ลอว์ตัน รีบขอโทษเจ้านายของเขาและอธิบายถึงเหตุผล เดวี่ส์ไม่เคยชมการแข่งขันฟุตบอล และประหลาดใจมากที่ได้เห็นลอว์ตัน กระตือรือร้นขนาดนั้น

ยอร์จ ไปถึงแบงค์สตรีท และเขาก็ได้พบกับพนักงานเก็บเงินรอคอยอยู่ที่ประตูทางเข้าทั้ง 3 ทาง ขณะที่ทั่วเมืองแมนเชสเตอร์ เริ่มจุดตะเกียงแก๊สเพื่อส่องสว่างเมืองอันมืดครึ้มในตอนเย็นวันนั้น สมุห์บัญชีลอว์ตัน กับกัปตันสแตฟฟอร์ด ก็มองเห็นอนาคตอันอับเฉาของสโมสรในเวลานั้น พวกเขาอาจจะต้องลาออกจากลีกเหมือนอย่างมิดเดิ้ลสโบรซ์ ไอร์โอโนโปลิส และนอร์ทวิช วิคตอเรีย หรือบางทีอาจจะต้องพบกับการล้มละลายเหมือนอย่างมิดเดิ้ลสโบรซ์ ไอร์โอโนโปลิส ก็เป็นได้ ในตอนนั้นไม่เพียงแต่นิวตันฮีท ที่อยู่ในช่วงวิกฤต แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน และ น็อตต์ เคาน์ตี้ ต่างก็เป็นหนี้อยู่มากกว่า 1,000 ปอนด์ และทุกสโมสรในดิวิชั่น 1 ต่างก็มีหนี้สินกันทั้งนั้น มีข้อยกเว้นเพียง 3 สโมสรเท่านั้นเอง

อาร์ดวิค (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปัจจุบัน) ตอนนั้นเล่นในชุดสีฟ้าอ่อนและขาวเหมือนปัจจุบัน กลับประสบกับปัญหาอีกด้านหนึ่ง "พวกเขาต้องขื่นขมจากการที่คนชาวอเมริกันผู้มาเยือนสโมสรได้ชักชวนนักเตะหลายคนไปเยือนสหรัฐอเมริกา และเสนอสัญญาที่ยังไม่เป็นความจริงให้พวกเขา" หนังสือนิวตันฮีท เอฟซี บาซาร์ จูเนียร์ บันทึกเอาไว้

ตอนต่อไป "กลายมาเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"...



edit @ 2007/09/20 11:59:12